แหล่งที่มา www.youtube.com
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ผลเสียของสื่อออนไลน์
ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเครือข่ายสังคมออนไลน์
(Social Network) จัดเป็นบริการออนไลน์ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอันสะท้อนถึงความสนใจที่คล้ายคลึงกันหรือมีความเกี่ยวข้องกันในสังคม
ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค (Facebook) มายสเปซ (MySpace) ทวิตเตอร์ (Twitter) หรือเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆต่างก็มีลักษณะเด่นที่เหมือนกันในการเปิดให้สมาชิกสร้างแฟ้มประวัติส่วนตัวเป็นเสมือนอีกตัวตนหนึ่งบนโลกออนไลน์เพื่อใช้ปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆผ่านบริการช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายบนเว็บไซต์
ทำให้ช่วง 5
ปีที่ผ่านมาจำนวนสมาชิกของเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างเฟซบุ๊คมีรายชื่อสมาชิกรวมทั้งโลกกว่า
500 ล้านรายชื่อ และมีสถิติรวมการใช้งานจากสมาชิกทุกคนเป็นเวลา 7
แสนล้านนาทีต่อเดือน (สถิติจากเฟซบุ๊ค 2011)
ในขณะที่เทคโนโลยีการสื่อสารได้รับการพัฒนาอย่างก้าวล้ำ สื่อสังคมออนไลน์กลับส่งอิทธิพลลบต่อชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ของคนในสังคมอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นประเด็นทางสังคม
ที่ทั้งสื่อ บทกฎหมาย
และประชาชนเองจะต้องให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้
1.การคุกคามผ่านสื่อออนไลน์ (Cyber Bullying) คือการคุกคามหรือรังแกกันผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทั้งอีเมลข่มขู่หรือแบล็คเมล การส่งข้อความทางโทรศัพท์ การข่มขู่ทางโทรศัพท์
โปรแกรมออนไลน์ และชัดเจนที่สุดคือการคุกคามผ่านสื่อสังคมออนไลน์
แม้ว่าการคุกคามกันบนโลกออนไลน์จะไม่ใช่การทำร้ายร่างกายหรือมีใครได้รับบาดเจ็บ
แต่เป็นการทำร้ายทางอารมณ์ความรู้สึกซึ่งสามารถสร้างบาดแผลที่รุนแรงมากในทางจิตวิทยาอันจะส่งผลให้เกิดอาการหวาดระแวง
ซึมเศร้า หดหู่ ไปจนถึงการฆ่าตัวตายในที่สุด
2.การโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคล (Identity Theft) ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งในสังคมไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลก
และยังเป็นอีกสาเหตุของการเติบโตอันรวดเร็วของจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นบนเครือข่ายสังคมออนไลน์
มีรายงานจากกรมสถิติออสเตรเลียเมื่อปี 2008 ว่ามีประชาชนตั้งแต่อายุ 12
ปีขึ้นไปตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคลหรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆรวมกว่า
806,000 คน
เช่นเดียวกับที่สื่อมวลชนไทยรายงานข่าวการโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคลที่เพิ่มขึ้นใน 5
ปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งในกรณีของการแอบอ้างต้มตุ๋นเพื่อขูดรีดทรัพย์สิน
ไปจนถึงการล่อลวงไปมีสัมพันธ์เชิงชู้สาว
3.เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างปัญหาทางความสัมพันธ์ของคนในสังคม
ทำให้คนห่างไกลกันมากขึ้น
เพราะวิธีการสื่อสารกับคนรู้จักและคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ตทำให้ความรู้สึกของคนเปลี่ยนไป
ผลกระทบทางลบอีกอย่างหนึ่งของเครือข่ายสังคมออนไลน์คือความสัมพันธ์ของคนในสังคม
แม้มันจะช่วยสร้างสัมพันธภาพให้เรากับคนที่ไม่สนิทให้รู้จักกันแน่นแฟ้นได้ง่ายขึ้น
แต่คนเรามักจะมองไม่เห็นว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นก็ทำให้เราห่างไกลจากคนที่เราสนิทด้วยมากขึ้น
ด้วยความเป็น “เครือข่ายสังคม”
จึงทำให้สมาชิกส่วนใหญ่คิดว่าเพียงแค่เป็นสมาชิกในเครือข่ายก็เท่ากับเป็นการเข้าสังคมแล้ว
4.สื่อสังคมออนไลน์มีผลกระทบทางลบต่อการทำงานทั้งของนายจ้าง
ลูกจ้าง และแม้กระทั่งว่าที่พนักงานในอนาคต
เพราะสื่อที่เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์จะคอยรบกวนการทำงาน สมาธิของพนักงาน
ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพิ่มมูลค่าต้นทุนของบริษัท และยังเป็นอันตรายต่อชื่อเสียงอีกทั้งความน่าเชื่อถือของบริษัท
เพียงแค่พนักงานบางคนลืมตั้งค่าความเ็นส่วนตัวในทะเบียนเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็อาจต้องลงเอยด้วยการถูกไล่ออกจากบริษัทเพราะไปแสดงข้อความที่ไม่เหมาะสมไว้ก็เป็นได้
ยิ่งไปกว่านั้นเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็อาจเป็นภัยแก่คนที่กำลังหางานทำ
เพราะทั้งเฟซบุ๊คและมายสเปซต่างก็เป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมของหลายบริษัทต่างๆในการสอดส่องพฤติกรรมของผู้สมัครงานเพื่อใช้คัดกรองพนักงาน
แฟ้มประวัติบนเฟซบุ๊คจำนวนมากแสดงข้อมูลหลายๆสิ่งที่คนหางานไม่อยากให้เจ้านายในอนาคตของตัวเองรับรู้
เว็บไซต์หางานชื่อดังอย่าง Careerbuilder.com
ระบุว่ากว่า 45%
ของนายจ้างใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการคัดเลือกพนักงาน
แหล่งที่มา https://cujrnewmedia.wordpress.com
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
- การตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา
- การทำแท้ง
- โรคเอดส์
และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่นกามโรค หนองในแท้และเทียม แผลริมอ่อน ไวรัส
ตับอักเสบบี
- ประมาณ 57% มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดภายใน 4 ปี
- ทางด้านสังคมแม่วัยรุ่นกลุ่มนี้จบการศึกษาต่ำกว่าศักยภาพ
มี ปัญหาเรื่องการเรียน
- สภาวะอารมณ์ที่ไม่มั่นคงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้า
เครียด ที่จะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆการปกปิดไม่ให้ผู้ปกครองรู้
- การคลอดก่อนกำหนด
- การฆ่าตัวตาย
- ขาดอาหาร
วัยรุ่นมักเลือกอาหาร กลัวอ้วน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่
และใช้ยาบางอย่างที่อาจมีผลต่อทารกในครรภ์ จึงมีความเสี่ยงที่จะได้ทารกที่ตัวเล็ก
น้ำหนักน้อย ส่วนหนึ่งของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์จะขาดแคลเซียม โปรตีน
ทำให้พบภาวะโลหิตจางมีมาก
- การติดเชื้อ
เช่นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- การเจริญเติบโตของกระดูกเชิงกรานยังไม่สมบูรณ์
ทำให้คลอดลำบากจะต้องผ่าท้องคลอดเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า
เทียบกับมารดาวัยอื่นๆ
- อัตราตายของเด็กที่คลอดสูง ผิดปกติแต่กำเนิดหรือเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสมจนเกิดปัญหาตามมาได้ง่าย
แหล่งที่มา http://social-problem.blogspot.com
- อัตราตายของเด็กที่คลอดสูง ผิดปกติแต่กำเนิดหรือเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสมจนเกิดปัญหาตามมาได้ง่าย
แหล่งที่มา http://social-problem.blogspot.com
โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ
Avidemux (โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ตัดต่อวีดีโอ ฟรี) : โปรแกรมนี้เป็น
โปรแกรมที่ใช้ตัดต่อวีดีโอ จากเมืองน้ำหอม
สัญชาติฝรั่งเศส ตัวนี้มีชื่อว่า Avidemux เป็น โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ที่มีขนาดเล็กมากๆ (ไม่ถึง 100 MB.) และใช้งานง่าย
โดยผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องของการ ตัดต่อวีดีโอ ขั้นเทพ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ
สนับสนุนไฟล์วีดีโอหลักๆ ชั้นนำทั่วโลกที่นิยมใช้กันอย่าง ไฟล์ MP4 MPEG
ASF AVI FLV (ไฟล์แฟลช) เรียกได้ว่าเป็น โปรแกรมแปลงไฟล์ ดีๆ อีกตัว หรือแม้การอ่านวีดีโอจากแผ่น DVD และไฟล์วีดีโออื่นๆ
ก็สนับสนุนเช่นกัน ภายในโปรแกรม ตัดต่อวีดีโอ นี้คุณสามารถที่จะนำเสียงไปใส่ประกอบวีดีโอ
หรือ นำไฟล์วีดีโอที่อัดจากกล้องสมาร์ทโฟน ในหลายๆ ไฟล์
มาตัดต่อเป็นไฟล์วีดีโอไฟล์เดียวกันได้อย่างง่ายๆ พร้อมใส่เสียงเพลง เสียง (Audio
Files) ต่างๆ ประกอบเข้าไปในวีดีโอ
เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมคลิปของคุณได้อีกด้วย ด้วยโปรแกรมตัดต่อวีดีโอ Avidemux
เพียงโปรแกรมเดียว
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้สามารถนำไปแชร์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) ที่คุ้นหูคุ้นตาอย่าง Facebook หรือแม้แต่ SocialCam
หรือจะเป็นเว็บ วีดีโอชั้นนำของโลกอย่าง Youtube ก็ได้อีกด้วยละครับ นอกจากนี้แล้วโปรแกรมตัดต่อวีดีโอนี้ยังทำงานร่วมกับ Codec
ของ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ นามว่า โปรแกรม
Camtasia ได้เป็นอย่างดี
และสนับสนุนการใช้งานบนระบบปฏิบัติการหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Windows,
Mac OS และ Linux รวมไปถึงระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดจากค่ายไมโครซอฟท์อย่าง
Windows 8 และ Windows 8.1 อีกด้วยละ
แหล่งที่มา http://software.thaiware.com
โปรแกรมในการทำหนังสั้น
Pinnacle Studio
(โปรแกรมตัดต่อหนัง HD) : สำหรับ โปรแกรมนี้ถือเป็น
โปรแกรมที่เอาไว้ ตัดต่อหนัง หรือ ตัดต่อภาพยนตร์ แบบความคมชัดสูงสุด HD
1080p ใส่ภาพ เสียง เทียบชั้นระดับฮอลลีวูด (Hollywood) (เว่อร์ไปหรือเปล่า) ด้วยความสามารถของ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ตัวนี้ที่ใช้งานง่าย รวดเร็ว มีวิธีการสอนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ง่ายต่อการแก้ไขปรับแต่ง VDO ปรับแต่งเสียงหรือจะเป็นภาพถ่าย
หรือ จะนำคลิปวีดีโอ จากข้างนอกเข้ามาเพื่อ ใส่เสียงเพลงประกอบได้ง่ายๆ
และที่สำคัญมันยังมีระบบให้เพลงที่เลือกมาของคุณจบพอดีเป๊ะกับคลิปที่คุณมีโดยอัตโนมัติ
ไม่ต้องมานั่งคำนวณ หรือเสียเวลาแก้ไปแก้มากับมัน
มีลูกเล่นหรือเอฟเฟค
มากกว่า 1,500 แบบ ทั้งแบบ 2 มิติ (2D) และ
แบบ 3 มิติ (3d) เพื่อใช้สำหรับการสร้างสรรค์ผลงาน
คุณสมบัติในการตัดต่ออย่างแม่นยำมีคุณภาพสูง โดยคุณสามารถตัดต่อวีดีโอ
ตัดต่อภาพยนตร์ ออกไปเป็นไฟล์วีดีโอตระกูลต่างๆ ได้มากมาย อาทิเช่น ไฟล์แฟลช .SWF
หรือยังทำตัวเป็น โปรแกรมแปลงไฟล์ MP4 เพื่อเอาคลิป หรือไฟล์วีดีโอที่ตัดต่อเสร็จ ไปเปิดลงบนอุปกรณ์พกพาต่างๆ
ได้มากมาย อาทิเช่น Microsoft Xbox, Sony PS3, Nintendo Wii, Apple
TV และ Apple iPad หรือถ้าไม่สะใจก็สามารถแบ่งปัน
ไปยัง YouTube Facebook และอื่นๆ ได้อีกด้วย
โปรแกรม Pinnacle Studio (ชื่อเดิมคือ
โปรแกรม Avid Studio) หรือ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ
ที่ไม่ควรพลาดอีกโปรแกรมนึงเลยล่ะครับด้วยประสิทธิภาพ
และความสามารถขั้นเทพของโปรแกรมนี้ ก่อนการเริ่มสร้างวีดีโอจริงๆ คุณสามารถสร้าง
สตอรี่บอร์ด (Story Board) หรือพล็อตเรื่องคร่าวๆ
ก่อนลงมือทำจริงๆ ได้อีกด้วย ทำให้ การตัดต่อวีดีโอ
ของคุณโดดเด่นแบบระดับมืออาชีพได้เลยทีเดียวล่ะครับ
Program
Features (คุณสมบัติและความสามารถของโปรแกรม Pinnacle
Studio)
- โปรแกรมที่เหมาะสำหรับการตัดต่อหนัง
และภาพยนต์ระดับมืออาชีพ
- ใช้งานได้ง่าย
มีฟีเจอร์ให้เลือกใช้งานมากมาย ภายในโปรแกรม
- มีความละเอียดสูง
ระดับ HD 1080p
- สามารถนำไฟล์หนัง
หรือภาพยนต์มาแก้ไข และปรับปรุงได้ง่าย
- นำเข้าไฟล์เพลงจากภายนอกมาเสริมลงในหนังของท่านได้
- โปรแกรมจะทำการคำนวณเวลาเพลง
เพื่อปรับให้พอดีกับไฟล์หนังของท่าน
- มีเอฟเฟคมากกว่า
1500 แบบ ทั้ง 2D และ 3D
- และยังมีความสามารถอื่นๆ
อีกมากมาย
แหล่งที่มา http://software.thaiware.com
ขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์
ขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์ สามารถสรุปได้คือ
1. การค้นคว้าหาข้อมูล
(research)
เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว
จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน
และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ
(premise)
หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย
ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า...”
(what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด
เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค
คือ เรื่อง West Side
Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก
คือเรื่อง The Invasion of
Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค
คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก
คือเรื่อง The Independence
Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค
คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis)
คือเรื่องย่อขนาดสั้น
ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า
หรืออาจเขียนเป็น story
outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย
(treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment)
เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง
(plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น
โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย
และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay)
สำหรับภาพยนตร์บันเทิง
หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ
(scenario) คือ
บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting
script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน
ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง
เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ
ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting
script)
คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน
บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต
เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard)
คือ
บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน
ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ
เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น
ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก
โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด
เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ
ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง
และอาจมีเสียงประกอบด้วย
แหล่งข้อมูล
: www.thaishortfilm.com
การเตรียมการและการเขียนบทภาพยนตร์
การเตรียมการและการเขียนบทภาพยนตร์
การเขียนบทภาพยนตร์เริ่มต้นที่ไหน
เป็นคำถามที่มักจะได้ยินเสมอสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเขียนบทภาพยนตร์ใหม่ ๆ เช่น
ควรเริ่มช็อตแรก
เห็นยานอวกาศลำใหญ่แล่นเข้ามาขอบเฟรมบนแล้วเลยไปสู่แกแล็กซี่เบื้องหน้าเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวาล
หรือเริ่มต้นด้วยรถที่ขับไล่ล่ากันกลางเมืองเพื่อสร้างความตื่นเต้นดี
หรือเริ่มต้นด้วยความเงียบมีเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ๆ ดี
หรือเริ่มต้นด้วยความฝันหรือเริ่มต้นที่ตัวละครหรือเหตุการณ์ดี เหล่านี้เป็นต้น
บางคนบอกว่ามีโครงเรื่องดี ๆ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร การเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์ เราต้องมีเป้าหมายหลักหรือเนื้อหาเป็นจุดเริ่มต้นการเขียน
เราเรียกว่าประเด็น (Subject) ของเรื่อง
ที่ต้องชัดเจนแน่นอน มีตัวละครและแอ็คชั่น ดังนั้น
นักเขียนควรเริ่มต้นจากจุดนี้พร้อมด้วยโครงสร้าง (Structure) ของบทภาพยนตร์ ประเด็นอาจเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ
เช่น มนุษย์ต่างดาวเข้ามาเยือนโลกแล้วพลัดพลาดจากยานอวกาศของตน
ไม่สามารถกลับดวงดาวของตัวเองได้ จนกระทั่งมีเด็ก ๆ
ไปพบเข้าจึงกลายเป็นเพื่อนรักกัน และช่วยพาหลบหนีจากอันตรายกลับไปยังยานของตนได้
นี่คือเรื่อง E.T. – The Extra-Terrestrial (1982) หรือประเด็นเป็นเรื่องของนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่สูญเสียตำแหน่งและต้องการเอากลับคืนมา
คือเรื่อง Rocky III หรือนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุสำคัญที่หายไปหลายศตวรรษ
คือเรื่อง Raider of the Lost Ark (1981) เป็นต้น การคิดประเด็นของเรื่องในบทภาพยนตร์ของเราว่าคืออะไร
ให้กรองแนวความคิดจนเหลือจุดที่สำคัญมุ่งไปที่ตัวละครและแอ็คชั่น
แล้วเขียนให้ได้สัก 2-3 ประโยค ไม่ควรมากกว่านี้
และที่สำคัญไม่ควรกังวลในจุดนี้ว่าจะต้องทำให้บทภาพยนตร์ของเราถูกต้องในแง่ของเรื่องราว
แต่ควรให้มันพัฒนาไปตามแนวทางของขั้นตอนการเขียนจะดีกว่า สิ่งแรกที่เราควรฝึกเขียนคือต้องบอกให้ได้ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
เช่น เรื่องเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้าย
หรือเกี่ยวกับความรักของหนุ่มชาวกรุงกับหญิงบ้านนอก
ความพยาบาทของปีศาจสาวที่ถูกฆาตกรรม
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดที่ยังขาดแง่มุมของการเขียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
จึงต้องชัดเจนมากกว่านี้ โดยเริ่มที่ตัวละครหลักและแอ็คชั่น
ดังนั้นประเด็นของเรื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญของจุดเริ่มต้นการเขียนบทภาพยนตร์
แหล่งข้อมูล : www.thaishortfilm.com
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การเขียนบทหนังสั้น
การเขียนบทหนังสั้น
การเขียนบทภาพยนตร์เริ่มต้นที่ไหน
เป็นคำถามที่มักจะได้ยินเสมอสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเขียนบทภาพยนตร์ใหม่ ๆ เช่น
ควรเริ่มช็อตแรก
เห็นยานอวกาศลำใหญ่แล่นเข้ามาขอบเฟรมบนแล้วเลยไปสู่แกแล็กซี่เบื้องหน้าเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวาล
หรือเริ่มต้นด้วยรถที่ขับไล่ล่ากันกลางเมืองเพื่อสร้างความตื่นเต้นดี
หรือเริ่มต้นด้วยความเงียบมีเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ๆ ดี
หรือเริ่มต้นด้วยความฝันหรือเริ่มต้นที่ตัวละครหรือเหตุการณ์ดี เหล่านี้เป็นต้น
บางคนบอกว่ามีโครงเรื่องดี ๆ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร การเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์ เราต้องมีเป้าหมายหลักหรือเนื้อหาเป็นจุดเริ่มต้นการเขียน
เราเรียกว่าประเด็น (Subject) ของเรื่อง
ที่ต้องชัดเจนแน่นอน มีตัวละครและแอ็คชั่น ดังนั้น
นักเขียนควรเริ่มต้นจากจุดนี้พร้อมด้วยโครงสร้าง (Structure) ของบทภาพยนตร์ ประเด็นอาจเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ
เช่น มนุษย์ต่างดาวเข้ามาเยือนโลกแล้วพลัดพลาดจากยานอวกาศของตน
ไม่สามารถกลับดวงดาวของตัวเองได้ จนกระทั่งมีเด็ก ๆ
ไปพบเข้าจึงกลายเป็นเพื่อนรักกัน และช่วยพาหลบหนีจากอันตรายกลับไปยังยานของตนได้
นี่คือเรื่อง E.T. – The Extra-Terrestrial (1982) หรือประเด็นเป็นเรื่องของนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่สูญเสียตำแหน่งและต้องการเอากลับคืนมา
คือเรื่อง Rocky III หรือนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุสำคัญที่หายไปหลายศตวรรษ
คือเรื่อง Raider of the Lost Ark (1981) เป็นต้น การคิดประเด็นของเรื่องในบทภาพยนตร์ของเราว่าคืออะไร
ให้กรองแนวความคิดจนเหลือจุดที่สำคัญมุ่งไปที่ตัวละครและแอ็คชั่น
แล้วเขียนให้ได้สัก 2-3 ประโยค ไม่ควรมากกว่านี้
และที่สำคัญไม่ควรกังวลในจุดนี้ว่าจะต้องทำให้บทภาพยนตร์ของเราถูกต้องในแง่ของเรื่องราว
แต่ควรให้มันพัฒนาไปตามแนวทางของขั้นตอนการเขียนจะดีกว่า สิ่งแรกที่เราควรฝึกเขียนคือต้องบอกให้ได้ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
เช่น เรื่องเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้าย
หรือเกี่ยวกับความรักของหนุ่มชาวกรุงกับหญิงบ้านนอก
ความพยาบาทของปีศาจสาวที่ถูกฆาตกรรม
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดที่ยังขาดแง่มุมของการเขียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
จึงต้องชัดเจนมากกว่านี้ โดยเริ่มที่ตัวละครหลักและแอ็คชั่น
ดังนั้นประเด็นของเรื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญของจุดเริ่มต้นการเขียนบทภาพยนตร์
แหล่งข้อมูล : www.thaishortfilm.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)